สาระโลกและสาระธรรม

สาระทางโลกและสาระทางธรรมนั้น มีขอบเขตเฉพาะตัว พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า กิจฺโฉ มนุสฺส ปฎิลาโภ แปลความว่า การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นั้นยาก (การเกิดเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้งนั้นยาก) เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเราเองไปเกี่ยวข้องด้วย ทุกการเกี่ยวข้องจึงมองเป็น ๓ นัย คือ มุ่งสาระ ด้อยสาระ และไม่ทั้งสอง (รู้สึกเฉยๆ) คำว่า -สาระ- ในมิติของธรรม หมายถึง กุศลเหตุที่เอื้ออำนวยให้กุศลวิบากเป็นผลลัพธ์ หมายความว่า การประพฤติดีด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยการคิดดี ย่อมส่งผลให้ผู้ประพฤติตามนั้น ละจากการทำ การพูด การคิด ที่ต่ำ และเป็นเหตุให้สามารถยกระดับชีวิตขึ้นสู่ความเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะที่ดีงาม น่าคบหา น่าพาที และวางใจเมื่อได้รู้จัก (Spiritual helpfulness) ส่วน -สาระ-ในมิติทางโลก มุ่งหมายเอาการรู้จักเลือกให้เกิดคุณประโยชน์แท้ ๆ ไม่เทียม ไม่ลวง (Benefit Helpfulnes) สาระทั้งสองประการ จะเติบโตขึ้นได้หรือเพิ่มพูนเข้ามาในชีวิตของบุคคลได้ ก็ด้วยการรู้จักคัดสรรอย่างมีสติ มีวิจารณญาน (Discretion) มีอุปนิสัยถี่ถ้วนละเอียดละออ มีเหตุผลรองรับอย่างสมดุล เมื่อชีวิตบรรจบปลายทางวายปราณ สาระทางธรรมนั้น จะสถิตย์แน่นในจิตของบุคคลนั้นไปเหมือนลายเสือที่ติดตัวมาแต่เกิด ส่วนสาระทางโลกย่อมละจากบุคคลเหมือนเส้นผมที่หลุดแล้วย่อมไม่อาจนำกลับไปปักไว้ดังเดิมได้ ฉะนั้น จะเลือก -แก่น- อะไร? ถามตัวเองให้บ่อย และตอบให้บ่อย ๆ แล้วค่อยตัดสินใจ (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

Posted in ข้อธรรมนำชีวิต.