ภาพกิจกรรมบวชศีลจาริณี-1

ภาพกิจกรรมการบวชศีลจาริณี ประจำปี 2558
เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ระหว่างวันที่ 18-26 กรกฎาคม 2558
อำนวยการโดย พระราชภาวนาวิมล วิ.
ประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักร
เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

 

 

อาสาฬหบูชา (Asalha Puja Day)

asl2

วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาหรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณสี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็นธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าวคือดินแดนแห่งธรรม

เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรืองเฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริหาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจงอธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้งแรกในวันเพ็ญ เดือน ๘


ใ จ ค ว า ม สำ คั ญ ข อ ง ป ฐ ม เ ท ศ น า

ในการแสดงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกของพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมสำคัญ ๒ ประการคือ

ก. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด ๒ อย่าง หรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ

๑. การหมกหมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่า เป็นการหลงเพลิดเพลินหมกหมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค

๒. การสร้างความลำบากแก่ตนดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น การดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลาง ซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติเป็นองค์ประกอบ ๘ ประการ เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมัคค์ หรือ มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่

๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง

๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ กล่าวคำสุจริต
๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ คือ ทำการที่สุจริต
๕. สัมมาอาชีวะ อาชีพชอบ คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน

ข. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่

๑. ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด

๒. สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่น ๆ

๓. นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา

๔. มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห้งการแก้ปัญหา อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ประการดังกล่าวข้างต้น


ผ ล จ า ก ก า ร แ ส ด ง ป ฐ ม เท ศ น า

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้าเบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุเป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ


ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง อ า ส า ฬ ห บู ช า

     “อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘ หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา

 โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ

๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอบรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า

เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์)

 

ที่มา : www.dhammathai.org

โครงการภาคฤดูร้อน ปี 2558

ความเป็นมาของโครงการ

สหราชอาณาจักรเป็นประเทศมหาอำนาจที่เก่าแก่ประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป ปัจจุบันมีคนไทยเดินทางเข้าไปอาศัยตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพเป็นจำนวนมาก ซึ่งบุตรหลานของครอบครัวคนไทยเหล่านี้มีสัญชาติอังกฤษที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต จึงเป็นที่น่าเสียดาย หากว่า เด็กและเยาวชนไทยเหล่านี้จะลืมเลือนและหันหลังให้กับศาสนาและวัฒนธรรมอันดีงามของชาติไทย

วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นสถานที่ปฏิบัติศาสนกิจและเผยแพร่พระพุทธศาสนา จึงได้จัดการศึกษาด้านภาษาและวัฒนธรรมไทยให้แก่เด็กและเยาวชนที่เป็นบุตร หลานของคนไทย และดำเนินการให้มีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยมีพระธรรมทูตและผู้ช่วยพระธรรมทูตเป็นครูผู้สอน ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้นประมาณ 100 คน

วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันที่อบอุ่น มีความเมตตาเป็นมิตรไมตรี เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงทำให้เป็นสังคมแห่งความผาสุก คนไทยจึงเป็นคนที่มีความรักความผูกพัน ให้ความสำคัญของการสืบเชื้อสาย การถ่ายทอดวัฒนธรรมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งจึงเป็นไปตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันเป็นภาวะของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกด้านอย่างรวดเร็ว จึงเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิถีชีวิต การย้ายถิ่นฐานที่อยู่เป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาที่ขาดการฝึกฝนหรือสื่อสารทำให้ภาษาและวัฒนธรรมไทยอาจจางหายไปอย่างน่าเสียดายว่า ภาษาและวัฒนธรรมเป็นเครื่องบ่งบอกเอกลักษณ์ความเป็นชาติของคนไทยกำลังจะสูญหายไปจากสังคมคนไทยที่อาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักร ดังนั้นคนไทยทุกคน หน่วยราชการไทยทุกหน่วยจึงต้องตระหนักและมีส่วนร่วมในการให้ความร่วมมือร่วมใจกันอนุรักษ์ สืบสานสนับสนุนและธำรงไว้ให้คงอยู่ตลอดไป

วัดพุทธปทีป และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน เป็นหน่วยงานไทยในต่างแดนที่ตระหนักและเห็นความสำคัญในเรื่องดังกล่าวข้างต้น จึงขอความร่วมมือจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยให้แก่เด็กและเยาวชนในประเทศอังกฤษ เพื่อสืบสานเอกลักษณ์ของชาติด้านภาษาและวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อให้บริการด้านวิชาการ การเรียนภาษาและวัฒนธรรมไทย เน้นการปลูกฝังความเป็นไทยให้แก่เด็กและเยาวชนไทยในประเทศอังกฤษ
2. เพื่อส่งเสริมให้คนไทยในต่างแดนได้ตระหนักและธำรงไว้ซึ่งความเป็นไทย
3. เพื่อสร้างหลักสูตรระยะสั้นระดับอนุบาลศึกษา ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาให้เหมาะสมกับเด็กไทยในประเทศอังกฤษ

ระยะเวลาดำเนินการ เดือนพฤษภาคม – กันยายนของทุกปี

1. เดือนพฤษภาคม ทางวัดพุทธปทีปประสานกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อเชิญครูอาสาสมัคร
2. เดือนกรกฎาคม รับสมัครนักเรียน
3. เดือนสิงหาคม จัดกิจกรรมการเรียนการสอน
4. เดือนกันยายน สรุปผลโครงการ

วิธีดำเนินการ

1. วัดพุทธปทีปร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วางแผนดำเนินงานร่วมกัน
2. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการคัดเลือกครูอาสาสมัคร ดำเนินการร่างหลักสูตรและสร้างหน่วยการเรียนรู้ โดยมีขั้นตอน ดังนี้

2.1 คณะศึกษาศาสตร์ส่งรายชื่อคณะครูที่ได้รับการคัดเลือกให้ทางวัดพุทธปทีป ภายในต้นเดือนพฤษภาคม
2.1 วัดพุทธปทีปส่งรายชื่อคณะครูให้ทางสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน ภายในกลางเดือนพฤษภาคม
2.3 สถานเอกอัครราชทูตส่งหนังสือขออนุมัติทำวีซ่าของคณะครูไปที่สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำกรุงเทพมหานคร ภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม
2.4 เมื่อได้รับหนังสือส่งรายชื่อจากวัดพุทธปทีปและสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำ กรุงลอนดอน คณะครูขออนุมัติไปราชการจากหน่วยงาน เตรียมเอกสารการประกันสุขภาพและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อยื่นขออนุมัติวีซ่าที่กรุงเทพฯ ภายในต้นเดือนมิถุนายน

3. คณะครูดำเนินการเรื่องการขออนุมัติการเดินทางไปต่างประเทศ ณ บริษัทวีเอฟเอส(อาคารรีเจนท์ ถ.ราชดำริ กรุงเทพฯ) ตัวแทนของสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ภายในเดือนมิถุนายน-ต้นเดือนกรกฎาคม
4. คณะครูส่งผลแจ้งการอนุมัติการขอวีซ่าต่อวัดพุทธปทีป เพื่อยืนยันผลการขอวีซ่าภายในต้นเดือนกรกฎาคม
5. ดำเนินงานตามหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนกันยายน
6. สรุปและรายงานผลการดำเนินงาน ภายในต้นเดือนกันยายน

คณะครูอาสาจาก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะครูอาสาจาก คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

1. เด็กไทยที่อาศัยในประเทศอังกฤษได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทย
2. ผู้ปกครองเด็กไทยที่อาศัยในประเทศอังกฤษได้รับความพึงพอใจและเห็นความสำคัญของ การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทยของบุตรหลาน
3. วัดพุทธปทีป และสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษได้เป็นหน่วยงานสนับสนุนและเผยแพร่การเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมไทย
4. คณะครูอาสาได้รับประสบการณ์การสอนเด็กไทยในต่างประเทศ รวมถึงการสร้างหลักสูตรและออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมไทยแก่เด็กไทยที่อาศัยในประเทศอังกฤษ
5. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและร่วมมือกับวัดพุทธปทีป และสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศอังกฤษในการเผยแพร่การเรียนรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมไทย

APPLICATION FORM

SUMMERFORM2015 APPLICATION FORM

 

OPEING PROGRAMME (กำหนดการพิธีเปิดโครงการ)

SUMMER-OPENING-ENGPRO58

กำหนดการพิธีเปิดโครงการ ประจำปี 2558 (2015)

 

กำหนดการพิธีเปิดโครงการ ประจำปี 2558 (2015)

กำหนดการพิธีเปิดโครงการ ประจำปี 2558 (2015)

MORE INFORMATION (รายละเอียดเพิ่มเติม)
ติดต่อสอบถาม และยื่นใบสมัครได้ที่ พระอาจารย์สุทัศน์ อมรสุทฺธิ โทร. 07447 932 217 หรือ 0208 946 1357  | Line ID : iconmong |

ขอเชิญร่วมพิธีทำบุญวันอดีตเจ้าอาวาส

LATEABBOTSMEMORIALDAY2015
อดีตเจ้าอาวาส หมายถึง พระธรรมทูต ซึ่งได้เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสหราชอาณาจักร เมื่อเวลาล่วงเลย พระเถระเหล่านั้น ได้มรณภาพ แต่ความดีงามที่ได้ทำต่อพระพุทธศาสนา และชุมชนชาวไทย ชาวต่างชาติ ยังสถิตย์มั่น คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดพุทธปทีป ได้ปรารภเหตุในกตัญญูกตเวทิตา จึงจัดพิธีทำบุญอุทิศถวายน้อมเป็น -บูรพปูชนียาจมรย์- ขึ้น (ภาพที่ปรากฎคือ พระธรรมธีรราชมหามุนี -โชดก ญาณสิทฺธิ ป.๙ อดีตเจ้าอาวาสรูปแรก และอดีตพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ผู้ถวายวิชาครูแด่พระวิปัสสนาจารย์จำนวนหลายรูป อาทิเช่น หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี เป็นต้น) ท่านทีประสงค์จะร่วมทำบุญติดต่อได้ที่โทร. 0208 946 1357

LATEABBOTSMEMORIALDAY20152

รายการบำเพ็ญกุศล
LATEABBOTSMEMORIALDAY20153

หนังสือปรัชญาลอยนวล

หนังสือปรัชญาลอยนวล (Freedom of Thought) เป็นหนังสือเล่มเล็กที่รวบรวมแนวคิด เพื่อสื่อความรู้ มุมมอง และทัศนะต่อการดำเนินชีวิต ผ่านตัวหนังสือสู่หน้ากระดาษ เหมาะสำหรับทุกท่าน อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ทว่าเป็นมิตรต่อผู้อ่าน ด้วยภาพสวย ภาษาที่เรียบง่าย อ่านจบได้ในเวลาเพียงนาทีกว่าในแต่ละตอน ท่านผู้อ่านสามารถ (ทดลอง) ทำการดาวน์โหลดไปอ่านในเครื่องมือสื่อสารของตัวเองได้ที่ลิงคด้านล่างนี้

1. ePub Format Type (สำหรับ iPhone/iPad or Mac computer ที่มี iBook Application)

2.eBook PDF Format Type (สำหรับ Android Phone, Android Tablets หรือ PC-Computer ทั่วไป)

หวังว่า เนื้อหาในหนังสือนี้ คงเปิดทางตีบตันให้กว้างขึ้นกว่าเดิมได้บ้าง

 

อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ

 

Life is the most Brilliant

WAT BUDDHAPADIPA WIMBLEDON LONDON

ชีวิต (Human Life) คือ สิ่งที่มีค่ามากที่สุด เพราะแต่ละชีวิตมีโอกาสได้มาเพียงครั้งเดียว หากไม่ถนอมรักษาไว้ด้วยดี  ชีวิตก็ย่อมมีอันจบสิ้นและหมดคุณค่าลงทันที การดำเนินชีวิต (Lives our life) ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่พึงระมัดระวัง และพึงใส่ใจทุกองคาพยพ (Moment to moment) ก่อนจะมีสิ่งแปลกปลอมปรากฏเข้ามา ซึ่งอาจทำให้สิ้นเปลืองเวลาและทรัพย์ในการขจัดสิ่งเหล่านั้น การรู้จักชีวิตย่อมเติบโตมาจากการเรียนรู้ชีวิต สิ่งที่เราเกี่ยวข้องทุกอย่างจะเป็นห้องเรียนที่เต็มไปด้วยสรรพวิชา แม้บางวิชาไม่ชวนให้อยากเรียนรู้ แต่ทว่าก็ไม่อาจเลี่ยง จำเป็นต้องรู้ และไม่รู้ไม่ได้ สิ่งที่รู้แล้ว จะคอยสอนให้เลือกรับและปรับปรุงชีวิตให้ดีและสมบูรณ์ขึ้น การผูกมัดตัวเองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งยังขาดความสมดุลและความพอดี (ทั้งการคิดและการทำที่เป็นไปได้) อาจฉุดให้อ่อนล้าเหนื่อยเปลี้ยเสียศูนย์ทางความรู้สึก จนลืมไปว่า “สาระสำคัญของชีวิตนั้นยังมีอะไรที่มากกว่า” เพราะการแสวงหาตามบทวิถีที่หนึ่งชีวิตพึงมีพึงได้ เป็นกลไกขับเคลื่อน “อัตภาพ” ให้ดำรงอยู่ แต่ยังไม่ใช่กลไกให้การดำรงอยู่นั้นสมบูรณ์ที่สุดและเสี่ยงน้อยลง เป็นเพียงการเพิ่มความสะดวก สบาย และไม่สร้าง “ปัญหา” ให้ยุ่งยากต่อการแสวงหาคำตอบ คำว่า “อะไรที่มากกว่า” คือ สิ่งใดหรือ ? คือ สิ่งที่ช่วยให้การผูกมัดในสิ่งต่าง ๆ ถูกปลดออก เป็นความมีที่ไม่ผูกขาดชีวิต ทว่าเสริมการใช้ชีวิตให้มีสภาพที่เรา “พอใจแม้จะยังมีไม่พอก็ตาม” “รู้สึกผ่อนคลายแม้จะยังได้ไม่หมดก็ตาม” หรือ “สงบได้แม้ไม่เท่าเทียมกับใครก็ตาม” ชีวิตที่ปูทางไว้เช่นนี้ อาจไม่เหมาะนักกับผู้ที่ยังขับเคลื่อนชีวิตด้วยคำว่า “ต้องมี” แต่ถ้าเข้าใจว่า “ควรมีอย่างไรใจจึงไม่อ่อนเปลี้ยเสียแรงจนกลายเป็นเหมือคนไข้และต้องใช้สิ่งที่มีขจัดอาการป่วยไข้” ต่างหากน่าสนใจกว่า ดังนั้น เราควรถนอมชีวิตเพื่อสร้างสรรค์โลก สร้างสรรค์สิ่งดีงาม และเพื่อความสงบแห่งใจ ให้เติบโตเป็นโลโก้ให้คนอื่นได้ชื่นชม เสมือนดอกไม้ที่มอบความสงบ ความสวยงาม ให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ยลจนเพลินอุรา (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

รู้เท่าทันจิต พิชิตทุกข์

รู้เท่าทันจิต พิชิตทุกข์ในแต่ละวัน

รู้เท่าทันจิต พิชิตทุกข์ในแต่ละวัน

เมื่อใดที่ความทุกข์ (วิตกกังวล เครียดกับภาระหน้าที่ ไม่สมปรารถนาดังที่ตั้งใจ ผิดหวังกับคนรอบกาย กับอนาคตที่ไม่แน่นอน หรืออะไรอีกมากมายที่เป็นเหมือนหนามคอยทิ่มแทง) มากระทบที่ใจ หลายคนก็มักจะตกอยู่ในสภาวะดังกล่าวแบบจำยอม หรือถ้าไม่ก็คงอยู่ในระยะเวลาของการหาทางออก จะออกซ้ายหรือขวา ก็ยังมืดมัวเต็มประดา ซึ่งแท้จริงแล้ว การที่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากต่าง ๆ ก็ล้วนแต่มีเหตุมีปัจจัยประกอบเป็นหลัก การรับรู้เหตุและปัจจัยที่ประดังเข้ามาต่างหากน่าสนใจ และใครกันละที่ไปเชื้อเชิญเรื่องราวเหล่านั้นให้เหยียบย่างมาถึงขั้นบันไดชีวิต…คำตอบหนึ่งก็คือ -จิต- ที่แส่หานั่นเอง …ดังนั้นหากรู้เท่าทันจิต (ที่คิดและตีสนิท) กับเรื่องเหล่านั้นได้ ย่อมง่ายต่อการแยกแยะและพิจารณาหาสาระในความทุกข์ (ที่มากระทบนั้น ๆ) ได้ง่ายขึ้น เพราะเสมือนเราได้ใช้ปัญญาที่ยังหลับอยู่ให้ตื่นมาช่วยทำหน้าที่ของตนนั่นเอง (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

ทำความดีเท่าที่ตนมีโอกาส

การทำอะไรดีๆ ไม่มีเหตุผลให้ลังเล ยิ่งถ้าเป็นการสมาทานศีลและการปฏิบัติธรรม (ทำใจได้ใกล้ชิดธรรมะ) ด้วยแล้ว ยิ่งต้องเร่งรุกปลุกตนให้ตื่นจากการโอบกอดของหมู่มลทินที่นั่งนิ่งในเรือนใจ ฉะนั้น วันพระ จึงเป็นเสมือนเครื่องมือ Notification Tools ช่วยย้ำเตือนให้เราได้ทบทวนศีล ได้ทบทวนสมาธิ (ตั้งใจมั่นไว้ในกุศล) และการเจริญภาวนา (การพัฒนายกระดับใจให้ปลอดภัยจากการรบกวนของสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง) หลายคนบ่นเพียงลำพังว่า ความสุขมันช่างเกิดขึ้นกับเรายากเหลือเกิน ความทุกข์ทำไมช่างทับถมเราเหลือเกิน ในสุขหรือทุกข์หากพินิจด้วยใจที่ปล่อยวาง อาจมีหนทางให้เราก้าวไปพบกับความโปร่งเบา เพราะปล่อยวาง (ไว้ก่อน) จะช่วยทำให้เกิดความเบากาย เบาใจ และเบาต่อการพาใจไปถึงฝั่งแห่งสัจธรรมด้วย จึงขอฝากแนวคิดเพื่อพินิจข้อธรรมในวันพระนี้แด่ทุกท่าน (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

สาระโลกและสาระธรรม

สาระทางโลกและสาระทางธรรมนั้น มีขอบเขตเฉพาะตัว พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า กิจฺโฉ มนุสฺส ปฎิลาโภ แปลความว่า การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นั้นยาก (การเกิดเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้งนั้นยาก) เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเราเองไปเกี่ยวข้องด้วย ทุกการเกี่ยวข้องจึงมองเป็น ๓ นัย คือ มุ่งสาระ ด้อยสาระ และไม่ทั้งสอง (รู้สึกเฉยๆ) คำว่า -สาระ- ในมิติของธรรม หมายถึง กุศลเหตุที่เอื้ออำนวยให้กุศลวิบากเป็นผลลัพธ์ หมายความว่า การประพฤติดีด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยการคิดดี ย่อมส่งผลให้ผู้ประพฤติตามนั้น ละจากการทำ การพูด การคิด ที่ต่ำ และเป็นเหตุให้สามารถยกระดับชีวิตขึ้นสู่ความเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะที่ดีงาม น่าคบหา น่าพาที และวางใจเมื่อได้รู้จัก (Spiritual helpfulness) ส่วน -สาระ-ในมิติทางโลก มุ่งหมายเอาการรู้จักเลือกให้เกิดคุณประโยชน์แท้ ๆ ไม่เทียม ไม่ลวง (Benefit Helpfulnes) สาระทั้งสองประการ จะเติบโตขึ้นได้หรือเพิ่มพูนเข้ามาในชีวิตของบุคคลได้ ก็ด้วยการรู้จักคัดสรรอย่างมีสติ มีวิจารณญาน (Discretion) มีอุปนิสัยถี่ถ้วนละเอียดละออ มีเหตุผลรองรับอย่างสมดุล เมื่อชีวิตบรรจบปลายทางวายปราณ สาระทางธรรมนั้น จะสถิตย์แน่นในจิตของบุคคลนั้นไปเหมือนลายเสือที่ติดตัวมาแต่เกิด ส่วนสาระทางโลกย่อมละจากบุคคลเหมือนเส้นผมที่หลุดแล้วย่อมไม่อาจนำกลับไปปักไว้ดังเดิมได้ ฉะนั้น จะเลือก -แก่น- อะไร? ถามตัวเองให้บ่อย และตอบให้บ่อย ๆ แล้วค่อยตัดสินใจ (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

ฟังธรรมะ -ตอน- อารมณ์ของวิปัสสนาที่ถูกต้อง

DHAMMADHIRARAJA

อารมณ์ของวิปัสสนาที่ถูกต้อง

ฟังธรรมะ -ตอน- โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

DHAMMADHIRARAJA

โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

ฟังธรรมะ -ตอน- อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

DHAMMADHIRARAJA

อนิสงส์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ฟังธรรมะ -ตอน- แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

DHAMMADHIRARAJA

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“น่าอนุโมทนายินดีอย่างยิ่ง ที่คนไทยมีศรัทธาและความพร้อมแรงพร้อมใจกันมาสร้างวัดขึ้นในประเทศอังกฤษได้สำเร็จเป็นปึกแผ่น วัดพุทธปทีปนี้จึงมีความสำคัญมาก คือนอกจากจะเป็นที่ศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นนิมิตหมายของชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทยที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง ควรอย่างยิ่งที่ทุกคนทุกฝ่ายจะตั้งใจถนอมรักษาไว้และทำนุบำรุงให้ถาวรวัฒนายั่งยืนไป พร้อมทั้งพยายามปฏิบัติตัว ปฏิบัติใจให้สุจริตเป็นธรรมตามแบบแผนของพุทธมามกะ เพราะพระพุทธศาสนาช่วยให้ผู้ปฏิบัติตามเกิดความสุขสงบร่มเย็น เมื่อบุคคลในชาติมีความสุขสงบร่มเย็น ก็จะทำให้อนาคตของชาติสว่างแจ่มใสและเจริญมั่นคงอย่างแท้จริง”

พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ

ปางห้ามพยาธิ “นิยมเรียกกันว่าห้ามพะยาด”

พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระกาย ตามปกติพระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม

พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้

ครั้งหนึ่ง พระนครไพศาลี แห่งแคว้นวัชชี เกิดทุพภิกขภัยพิบัติ คือ ฝนแล้ง ข้าวกล้าในนาตาย เพราะไม่มีน้ำเป็นส่วนมาก ข้าวปลาหายากในชั้นแรกคนยากจน คนเกียจคร้าน ต้องอดอาหารตายมาก เมื่อตายแล้วหาญาติที่จะอนุเคราะห์ศพไม่มี คนมีกำลังก็ไม่มีความสงสารศพมัววุ่นแต่งานของตัวเห็นไปว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ใส่ใจ ตกลงคนตายที่ไหน ศพก็ทอดทิ้งอยู่ที่นั่น ยิ่งกว่านั้นอหิวาตกโรคก็เข้าคุกคาม เพราะโทษที่ศพปฏิกูลในถนนหนทางในแม่น้ำลำคลอง เพราะความสกปรกนานัปการดังกล่าวแล้ว มนุษย์ได้ตายลงเพราะอหิวาตกโรคเป็นอันมาก ครั้นเมื่อภาคพื้นปฏิกูลด้วยศพมากเข้า ปีศาจจำพวกที่กินซากศพเป็นอาหาร ก็พากันเข้าพระนคร กินซากศพ ยิ่งกว่านั้นยังหันเข้าใส่คนป่วยไข้ ชิมรสเนื้อมนุษย์ที่ยังไม่เปื่อยเน่าดูบ้าง และแล้วก็เลยลามไปถึงมนุษย์ที่ไม่ป่วย แต่สกปรก เช่น ตื่นไม่ล้างหน้า นอนไม่ล้างเท้า น้ำไม่อาบ กินข้าวแล้วไม่บ้วนปาก ผ้าผ่อนไม่ซัก และบ้านเรือนไม่กวาดถู เป็นต้น ในที่สุดมนุษย์ที่ไม่ป่วยแต่สกปรก ก็เริ่มถูกปีศาจเข้าสิงสู่ดูดโลหิตเป็นอาหาร มนุษย์เริ่มตายลงเพราะปีศาจอีกประเภทหนึ่ง ชาวเมืองไพศาลีประสบภัยร้ายกาจ ๓ ประการ คือ ฝืดเคือง ๑ อหิวาตกโรค ๑ ปีศาจ ๑ พากันอพยพไปอยู่เมืองอื่นก็ไม่น้อย

ปางห้ามพยาธิ

ปางห้ามพยาธิ

ครั้งนั้น ชาวเมืองพากันโจทก์กล่าวโทษพระราชา ที่ประตูพระราชวังว่า “พระเจ้าข้า ภัยพิบัติ ๓ ประการ ได้เกิดขึ้นแก่ชาวเมืองแล้ว ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมี พระราชาจักประพฤติผิดพระราชประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่” แม้เมื่อพระมหากษัตริย์จะโปรดให้ตั้งกรรมการพิจารณาหาความผิดของพระองค์ก็ไม่ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์ทรงประพฤติบกพร่องประการใด ในที่สุด ก็พากันบนเจ้า บวงสรวง เทพยดาอารักษ์ และวิงวอนครูอาจารย์ที่ตนนับถือว่าเป็นผู้วิเศษ สุดแต่ใครจะเล็งเห็นขอให้ช่วยปลดเปลื้อง แต่ก็ไม่สามารถจะบรรเทาภัยนั้นได้

ครั้นนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่ง ได้กราบทูลพระเจ้าลิจฉวีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์บริสุทธิ์จากสรรพกิเลส มีพระหฤทัยประกอบด้วยพระมหากรุณาเสมอด้วยมหาสมุทร ตรัสรู้สัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประกาศพระธรรมบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บัดนี้ เสด็จประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงสักการะบำรุงอยู่พระองค์ทรงมีอภินิหารบารมีสูงยิ่งนัก ถ้าจะได้กราบทูลอัญเชิญให้เสด็จมายังพระนครนี้ข้าพระองค์เชื่อเหลือเกินว่า ภัย ๓ ประการนี้ จะต้องสงบเพราะอานุภาพของพระองค์โดยแท้

ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวี จึงโปรดให้เจ้าชายมหาลี พร้อมด้วยอำมาตย์ ๕ นายเป็นราชทูต เชิญเครื่องราชบรรณาการไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารมหาราช ณ กรุงราชคฤห์กราบทูลขอประทานโอกาสให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปบำบัดภัยพิบัติในพระนครไพศาลี โดยเวลาเพียง ๓ วัน คณะราชทูตนั้นก็เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารยังพระนครราชคฤห์ ทูลขอพระราชทานพระกรุณาตามพระราชบัญชาของพระเจ้าลิจฉวี

พระเจ้าพิมพิสารทรงรับสั่งว่า “ฉันเห็นใจพวกท่าน และยินดีสนับสนุนในเรื่องนี้ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเสด็จ ขอให้พวกท่านไปทูลอัญเชิญดูความจริง เจ้าชายมหาลี ก็ทรงรู้จักพระองค์ท่านมาก่อน ฉันคิดว่าการเข้าเฝ้าจะไม่ลำบากหรือหนักใจแต่ประการใด หากพระบรมศาสดาทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการเสด็จแล้ว จะทรงพระกรุณาอนุเคราะห์เป็นแน่ การมาของเจ้าชายจะไม่ไร้ผลเสีย” ครั้นแล้วก็โปรดให้ราชบุรุษนำคณะราชทูตนครไพศาลีเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า “มหาลี ตถาคตรับปฏิญญาของพระเจ้ากรุงราชคฤห์เพื่ออยู่ในที่นี้เสียแล้ว ถ้าพระเจ้ากรุงราชคฤห์ จะทรงพระกรุณาประทานโอกาสเธอตถาคตก็จะไป”

“ข้าพระองค์ได้รับพระราชทานโอกาสแล้ว พระเจ้าข้า” เจ้าชายมหาลีกราบทูล

“แม้เช่นนั้น มหาลี ก็ควรจะทูลให้พระองค์ทรงทราบเสียก่อนที่จะออกเดินทาง” พระบรมศาสดาทรงรับสั่ง

เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธรัฐ ทรงทราบจากเจ้าชายมหาลีว่า พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาเสด็จ จึงรีบเสด็จมาเฝ้าทูลขอให้ยับยั้งสัก ๓ วัน เพื่อตกแต่งทางเสด็จ ตลอดที่พักแรม ตามระยะทางจนถึงแม่น้ำคงคา สุดพระราชอาณาเขต

ครั้นได้กำหนดเวลา พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ก็เสด็จพระนครไพศาลีโดยมรรคานั้น ด้วยพระเกียรติยศอันสูง ซึ่งพระเจ้ากรุงราชคฤห์ทูลถวายโดยระยะทาง ๕ โยชน์ กำหนดวันละ ๑ โยชน์ทรงประทับแรมตามระยะทางรวม ๕ วัน ก็ถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เสด็จลงเรือพระที่นั่งซึ่งพระเจ้าพิมพิสารจัดถวาย งดงามสมพระเกียรติยศยิ่งนัก และเป็นครั้งแรกที่เสด็จทางน้ำด้วยพระเกียรติยศอันสูงเช่นนี้

พระเจ้าพิมพิสารทรงตามเสด็จพระพุทธดำเนินตลอดทาง และเสด็จลงประคองเรือพระที่นั่งให้เคลื่อนจากท่าแม่น้ำคงคา ทรงตามเรือพระที่นั่งไปในน้ำเพียงพระศอ ก็ประทับหยุดยืนทูลว่า “หม่อมฉันจะมารับเสด็จพระองค์คราวเสด็จกลับ ณ ที่นี้อีก” เมื่อเรือพระที่นั่งแล่นไปตามแม่น้ำจนลับทิวไม้แล้วจึงเสด็จกลับพระนคร

พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จทางชลมารคสิ้นระยะทาง ๑ โยชน์ ก็ถึงท่าพระราชอาณาเขตพระนครไพศาลี จึงเสด็จขึ้นจากเรือรับสักการะปฏิสันถาร ซึ่งเจ้าชายมหาลี หัวหน้าคณะราชทูตกราบทูลให้พระเจ้าลิจฉวีจัดถวายให้โอฬาร ยิ่งกว่าพระนครราชคฤห์จัดเสด็จตามระยะทาง ๓ โยชน์ สิ้นเวลา ๓ วัน ก็ถึงพระนครไพศาลี ขณะที่เสด็จเหยียบภาคพื้นพระนครไพศาลีก้าวแรกก็ประทับยืน จ้องพระเนตรจับท้องฟ้าทรงระลึกถึงพระบารมีที่บำเพ็ญมาแต่ปุเรชาติ ในทันใดนั้นมหาเมฆก็ตั้งขึ้นดังแผ่นผาสีครามผืนยาวเหยียดในด้านปัจจิมทิศ แล้วเคลื่อนลงมาปกคลุมพระนครไพศาลีพร้อมกับส่งเสียงคำราม กระหึ่มครึมครวญเปรี้ยงๆ ดังสนั่น ด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบ แล้วห่าฝนใหญ่ก็หลั่งลงจั๊กๆ ดังเทน้ำ เสมือนหนึ่งดังจงใจจะล้างพื้นดินให้สะอาด ต้อนรับพระบรมศาสดา.

ความจริง ก็ดูสมจริงดังกล่าว ด้วยพอฝนซัดลงมากมายเช่นนั้นแล้ว ไม่ช้าน้ำฝนก็ไหลลงท่อธาร และท่วมท้นบ่าเข้าพระนคร พัดเอาซากศพมนุษย์และสัตว์ซึ่งปฏิกูลพื้นแผ่นดินอยู่ ให้ไหลไปสู่ท้องทะเลใหญ่สิ้นเชิง ดังนั้น พอฝนขาดเม็ดแล้ว ภาคพื้นก็สะอาด ความอบอ้าวเร่าร้อนของอากาศก็สงบ บรรเทาโรคได้ถึงครึ่ง ด้วยพุทธานุภาพ

ในเวลาเย็นวันนั้นเอง พระบรมศาสดา ทรงรับสั่งกับพระอานนท์เถระว่า“อานนท์เธอจงเรียนเอารัตนสูตรนี้ไป แล้วจาริกไปในกำแพงเมืองไพศาลีเจริญมนต์รัตนสูตรนี้ เพื่อความสวัสดีจากภัยอันใหญ่ของประชาชนเถิด”

ในราตรีนั้น พระอานนท์ เรียนเอารัตนสูตรจากพระบรมศาสดาแล้วก็ประคองบาตรเสลมัยของพระบรมศาสดาซึ่งเต็มด้วยน้ำ ตั้งกัลยาณจิตประกอบด้วย เมตตาระลึกถึงพระพุทธคุณคือ พระบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ ซึ่งทรงบำเพ็ญมา และบารมีในปัจฉิมชาตินี้จำเดิมแต่เสด็จลงสู่พระครรภ์เป็นต้น จนตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศโลกุตตรธรรม ๙ ประการ เป็นที่สุดเจริญมนต์รัตนสูตรนี้เที่ยวจาริกไปยังภายในกำแพงเมือง พร้อมด้วยพระเจ้าลิจฉวีทั้งหลายติดตามห้อมล้อมเดินพลางพรมน้ำมนต์พลางจนรอบพระนคร มนุษย์ที่กำลังประสบภัยแต่ปีศาจและโรค พอถูกหยดน้ำมนต์ที่พระเถระเจ้าพรมเท่านั้น ก็หายจากโรคภัย มีกำลังสดชื่น ติดตามแวดล้อมพระเถระเจ้าโห่ร้องแซ่ซ้องสาธุการดังสนั่น มวลภูตผีปีศาจที่เข้ามาเบียดเบียนมนุษย์ครั้นได้ยินเสียงมนุษย์ก็สะดุ้งตกใจกลัว พากันเลี่ยงออก ที่ยังดื้อแอบหลบอยู่ตามแง้มฝาเรือนและประตู เมื่อถูกหยาดน้ำมนต์ของพระเถระเจ้า ก็เจ็บปวดแทบดับจิต ประดุจสุนัขถูกฟาดหลังด้วยแส้เหล็ก พากันเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความกลัวสยองเกล้า ตั้งหน้าวิ่งหนีออกจากเมืองโดยไม่เหลียวหลัง ครั้นไปประดังแน่นยัดเหยียดที่ประตูเมือง และเมื่อไม่สามารถจะทนรออยู่ได้ ก็พากันพังบานประตูหนีไปจนสิ้นเชิง

ครั้นพระเถระเจ้าจาริกเจริญรัตนสูตร ประพรมน้ำมนต์รอบพระนครแล้ว ก็พามหาชนซึ่งติดตามมาเป็นอันมากเข้าเฝ้าพระบรมศาสดายังที่ประทับลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาตั้งแต่เบื้องต้น จนประกาศจตุราริยสัจ ให้มหาชนชื่นชมโสมนัสปรีดาปราโมทย์เกิดศรัทธากล้าหาญ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะเป็นอันมาก พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาอยู่ถึง ๗ วัน ครั้งทรงทราบว่าภัย ๓ ประการสงบแล้ว และประชาชนมีความผาสุกดีแล้ว ก็ทรงอำลาพระเจ้าลิจฉวี เสด็จพระพุทธดำเนินกลับพระนครราชคฤห์ ด้วยพระเกียรติยศซึ่งพระเจ้าลิจฉวีและมหาชนพร้อมกันจัดบูชาอย่างมโหฬาร แม้พระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพาร ตลอดชาวพระนครราชคฤห์ก็มีความยินดี พากันไปต้อนรับพระบรมศาสดาริมฝั่งแม่น้ำคงคา ให้เสด็จกลับมาประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร สมดังมโนปณิธานที่ทรงตั้งไว้นั้นแล.

จบตำนานพระพุทธรูปปางห้ามพยาธิแต่เพียงนี้

ข้อมูลจากหนังสือ “ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ” นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)