ฟังธรรมะ -ตอน- อารมณ์ของวิปัสสนาที่ถูกต้อง

DHAMMADHIRARAJA

อารมณ์ของวิปัสสนาที่ถูกต้อง

ฟังธรรมะ -ตอน- โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

DHAMMADHIRARAJA

โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ

ฟังธรรมะ -ตอน- อานิสงส์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

DHAMMADHIRARAJA

อนิสงส์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ฟังธรรมะ -ตอน- แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

DHAMMADHIRARAJA

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“น่าอนุโมทนายินดีอย่างยิ่ง ที่คนไทยมีศรัทธาและความพร้อมแรงพร้อมใจกันมาสร้างวัดขึ้นในประเทศอังกฤษได้สำเร็จเป็นปึกแผ่น วัดพุทธปทีปนี้จึงมีความสำคัญมาก คือนอกจากจะเป็นที่ศึกษาปฏิบัติและเผยแผ่พระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นนิมิตหมายของชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทยที่เป็นเมืองพระพุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง ควรอย่างยิ่งที่ทุกคนทุกฝ่ายจะตั้งใจถนอมรักษาไว้และทำนุบำรุงให้ถาวรวัฒนายั่งยืนไป พร้อมทั้งพยายามปฏิบัติตัว ปฏิบัติใจให้สุจริตเป็นธรรมตามแบบแผนของพุทธมามกะ เพราะพระพุทธศาสนาช่วยให้ผู้ปฏิบัติตามเกิดความสุขสงบร่มเย็น เมื่อบุคคลในชาติมีความสุขสงบร่มเย็น ก็จะทำให้อนาคตของชาติสว่างแจ่มใสและเจริญมั่นคงอย่างแท้จริง”

พระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ

ปางห้ามพยาธิ “นิยมเรียกกันว่าห้ามพะยาด”

พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ซ้ายห้อยลงข้างพระกาย ตามปกติพระหัตถ์ขวายกขึ้นเสมอพระอุระ แบฝ่าพระหัตถ์ตั้งขึ้นยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม

พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนานดังนี้

ครั้งหนึ่ง พระนครไพศาลี แห่งแคว้นวัชชี เกิดทุพภิกขภัยพิบัติ คือ ฝนแล้ง ข้าวกล้าในนาตาย เพราะไม่มีน้ำเป็นส่วนมาก ข้าวปลาหายากในชั้นแรกคนยากจน คนเกียจคร้าน ต้องอดอาหารตายมาก เมื่อตายแล้วหาญาติที่จะอนุเคราะห์ศพไม่มี คนมีกำลังก็ไม่มีความสงสารศพมัววุ่นแต่งานของตัวเห็นไปว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ใส่ใจ ตกลงคนตายที่ไหน ศพก็ทอดทิ้งอยู่ที่นั่น ยิ่งกว่านั้นอหิวาตกโรคก็เข้าคุกคาม เพราะโทษที่ศพปฏิกูลในถนนหนทางในแม่น้ำลำคลอง เพราะความสกปรกนานัปการดังกล่าวแล้ว มนุษย์ได้ตายลงเพราะอหิวาตกโรคเป็นอันมาก ครั้นเมื่อภาคพื้นปฏิกูลด้วยศพมากเข้า ปีศาจจำพวกที่กินซากศพเป็นอาหาร ก็พากันเข้าพระนคร กินซากศพ ยิ่งกว่านั้นยังหันเข้าใส่คนป่วยไข้ ชิมรสเนื้อมนุษย์ที่ยังไม่เปื่อยเน่าดูบ้าง และแล้วก็เลยลามไปถึงมนุษย์ที่ไม่ป่วย แต่สกปรก เช่น ตื่นไม่ล้างหน้า นอนไม่ล้างเท้า น้ำไม่อาบ กินข้าวแล้วไม่บ้วนปาก ผ้าผ่อนไม่ซัก และบ้านเรือนไม่กวาดถู เป็นต้น ในที่สุดมนุษย์ที่ไม่ป่วยแต่สกปรก ก็เริ่มถูกปีศาจเข้าสิงสู่ดูดโลหิตเป็นอาหาร มนุษย์เริ่มตายลงเพราะปีศาจอีกประเภทหนึ่ง ชาวเมืองไพศาลีประสบภัยร้ายกาจ ๓ ประการ คือ ฝืดเคือง ๑ อหิวาตกโรค ๑ ปีศาจ ๑ พากันอพยพไปอยู่เมืองอื่นก็ไม่น้อย

ปางห้ามพยาธิ

ปางห้ามพยาธิ

ครั้งนั้น ชาวเมืองพากันโจทก์กล่าวโทษพระราชา ที่ประตูพระราชวังว่า “พระเจ้าข้า ภัยพิบัติ ๓ ประการ ได้เกิดขึ้นแก่ชาวเมืองแล้ว ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมี พระราชาจักประพฤติผิดพระราชประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่” แม้เมื่อพระมหากษัตริย์จะโปรดให้ตั้งกรรมการพิจารณาหาความผิดของพระองค์ก็ไม่ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์ทรงประพฤติบกพร่องประการใด ในที่สุด ก็พากันบนเจ้า บวงสรวง เทพยดาอารักษ์ และวิงวอนครูอาจารย์ที่ตนนับถือว่าเป็นผู้วิเศษ สุดแต่ใครจะเล็งเห็นขอให้ช่วยปลดเปลื้อง แต่ก็ไม่สามารถจะบรรเทาภัยนั้นได้

ครั้นนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่ง ได้กราบทูลพระเจ้าลิจฉวีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์บริสุทธิ์จากสรรพกิเลส มีพระหฤทัยประกอบด้วยพระมหากรุณาเสมอด้วยมหาสมุทร ตรัสรู้สัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประกาศพระธรรมบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บัดนี้ เสด็จประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารพระนครราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงสักการะบำรุงอยู่พระองค์ทรงมีอภินิหารบารมีสูงยิ่งนัก ถ้าจะได้กราบทูลอัญเชิญให้เสด็จมายังพระนครนี้ข้าพระองค์เชื่อเหลือเกินว่า ภัย ๓ ประการนี้ จะต้องสงบเพราะอานุภาพของพระองค์โดยแท้

ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวี จึงโปรดให้เจ้าชายมหาลี พร้อมด้วยอำมาตย์ ๕ นายเป็นราชทูต เชิญเครื่องราชบรรณาการไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารมหาราช ณ กรุงราชคฤห์กราบทูลขอประทานโอกาสให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จไปบำบัดภัยพิบัติในพระนครไพศาลี โดยเวลาเพียง ๓ วัน คณะราชทูตนั้นก็เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารยังพระนครราชคฤห์ ทูลขอพระราชทานพระกรุณาตามพระราชบัญชาของพระเจ้าลิจฉวี

พระเจ้าพิมพิสารทรงรับสั่งว่า “ฉันเห็นใจพวกท่าน และยินดีสนับสนุนในเรื่องนี้ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงเสด็จ ขอให้พวกท่านไปทูลอัญเชิญดูความจริง เจ้าชายมหาลี ก็ทรงรู้จักพระองค์ท่านมาก่อน ฉันคิดว่าการเข้าเฝ้าจะไม่ลำบากหรือหนักใจแต่ประการใด หากพระบรมศาสดาทรงเล็งเห็นประโยชน์ในการเสด็จแล้ว จะทรงพระกรุณาอนุเคราะห์เป็นแน่ การมาของเจ้าชายจะไม่ไร้ผลเสีย” ครั้นแล้วก็โปรดให้ราชบุรุษนำคณะราชทูตนครไพศาลีเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า “มหาลี ตถาคตรับปฏิญญาของพระเจ้ากรุงราชคฤห์เพื่ออยู่ในที่นี้เสียแล้ว ถ้าพระเจ้ากรุงราชคฤห์ จะทรงพระกรุณาประทานโอกาสเธอตถาคตก็จะไป”

“ข้าพระองค์ได้รับพระราชทานโอกาสแล้ว พระเจ้าข้า” เจ้าชายมหาลีกราบทูล

“แม้เช่นนั้น มหาลี ก็ควรจะทูลให้พระองค์ทรงทราบเสียก่อนที่จะออกเดินทาง” พระบรมศาสดาทรงรับสั่ง

เมื่อพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งมคธรัฐ ทรงทราบจากเจ้าชายมหาลีว่า พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาเสด็จ จึงรีบเสด็จมาเฝ้าทูลขอให้ยับยั้งสัก ๓ วัน เพื่อตกแต่งทางเสด็จ ตลอดที่พักแรม ตามระยะทางจนถึงแม่น้ำคงคา สุดพระราชอาณาเขต

ครั้นได้กำหนดเวลา พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป ก็เสด็จพระนครไพศาลีโดยมรรคานั้น ด้วยพระเกียรติยศอันสูง ซึ่งพระเจ้ากรุงราชคฤห์ทูลถวายโดยระยะทาง ๕ โยชน์ กำหนดวันละ ๑ โยชน์ทรงประทับแรมตามระยะทางรวม ๕ วัน ก็ถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เสด็จลงเรือพระที่นั่งซึ่งพระเจ้าพิมพิสารจัดถวาย งดงามสมพระเกียรติยศยิ่งนัก และเป็นครั้งแรกที่เสด็จทางน้ำด้วยพระเกียรติยศอันสูงเช่นนี้

พระเจ้าพิมพิสารทรงตามเสด็จพระพุทธดำเนินตลอดทาง และเสด็จลงประคองเรือพระที่นั่งให้เคลื่อนจากท่าแม่น้ำคงคา ทรงตามเรือพระที่นั่งไปในน้ำเพียงพระศอ ก็ประทับหยุดยืนทูลว่า “หม่อมฉันจะมารับเสด็จพระองค์คราวเสด็จกลับ ณ ที่นี้อีก” เมื่อเรือพระที่นั่งแล่นไปตามแม่น้ำจนลับทิวไม้แล้วจึงเสด็จกลับพระนคร

พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเสด็จทางชลมารคสิ้นระยะทาง ๑ โยชน์ ก็ถึงท่าพระราชอาณาเขตพระนครไพศาลี จึงเสด็จขึ้นจากเรือรับสักการะปฏิสันถาร ซึ่งเจ้าชายมหาลี หัวหน้าคณะราชทูตกราบทูลให้พระเจ้าลิจฉวีจัดถวายให้โอฬาร ยิ่งกว่าพระนครราชคฤห์จัดเสด็จตามระยะทาง ๓ โยชน์ สิ้นเวลา ๓ วัน ก็ถึงพระนครไพศาลี ขณะที่เสด็จเหยียบภาคพื้นพระนครไพศาลีก้าวแรกก็ประทับยืน จ้องพระเนตรจับท้องฟ้าทรงระลึกถึงพระบารมีที่บำเพ็ญมาแต่ปุเรชาติ ในทันใดนั้นมหาเมฆก็ตั้งขึ้นดังแผ่นผาสีครามผืนยาวเหยียดในด้านปัจจิมทิศ แล้วเคลื่อนลงมาปกคลุมพระนครไพศาลีพร้อมกับส่งเสียงคำราม กระหึ่มครึมครวญเปรี้ยงๆ ดังสนั่น ด้วยสายฟ้าแลบแปลบปลาบ แล้วห่าฝนใหญ่ก็หลั่งลงจั๊กๆ ดังเทน้ำ เสมือนหนึ่งดังจงใจจะล้างพื้นดินให้สะอาด ต้อนรับพระบรมศาสดา.

ความจริง ก็ดูสมจริงดังกล่าว ด้วยพอฝนซัดลงมากมายเช่นนั้นแล้ว ไม่ช้าน้ำฝนก็ไหลลงท่อธาร และท่วมท้นบ่าเข้าพระนคร พัดเอาซากศพมนุษย์และสัตว์ซึ่งปฏิกูลพื้นแผ่นดินอยู่ ให้ไหลไปสู่ท้องทะเลใหญ่สิ้นเชิง ดังนั้น พอฝนขาดเม็ดแล้ว ภาคพื้นก็สะอาด ความอบอ้าวเร่าร้อนของอากาศก็สงบ บรรเทาโรคได้ถึงครึ่ง ด้วยพุทธานุภาพ

ในเวลาเย็นวันนั้นเอง พระบรมศาสดา ทรงรับสั่งกับพระอานนท์เถระว่า“อานนท์เธอจงเรียนเอารัตนสูตรนี้ไป แล้วจาริกไปในกำแพงเมืองไพศาลีเจริญมนต์รัตนสูตรนี้ เพื่อความสวัสดีจากภัยอันใหญ่ของประชาชนเถิด”

ในราตรีนั้น พระอานนท์ เรียนเอารัตนสูตรจากพระบรมศาสดาแล้วก็ประคองบาตรเสลมัยของพระบรมศาสดาซึ่งเต็มด้วยน้ำ ตั้งกัลยาณจิตประกอบด้วย เมตตาระลึกถึงพระพุทธคุณคือ พระบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ และปรมัตถบารมี ๑๐ ซึ่งทรงบำเพ็ญมา และบารมีในปัจฉิมชาตินี้จำเดิมแต่เสด็จลงสู่พระครรภ์เป็นต้น จนตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ ประกาศโลกุตตรธรรม ๙ ประการ เป็นที่สุดเจริญมนต์รัตนสูตรนี้เที่ยวจาริกไปยังภายในกำแพงเมือง พร้อมด้วยพระเจ้าลิจฉวีทั้งหลายติดตามห้อมล้อมเดินพลางพรมน้ำมนต์พลางจนรอบพระนคร มนุษย์ที่กำลังประสบภัยแต่ปีศาจและโรค พอถูกหยดน้ำมนต์ที่พระเถระเจ้าพรมเท่านั้น ก็หายจากโรคภัย มีกำลังสดชื่น ติดตามแวดล้อมพระเถระเจ้าโห่ร้องแซ่ซ้องสาธุการดังสนั่น มวลภูตผีปีศาจที่เข้ามาเบียดเบียนมนุษย์ครั้นได้ยินเสียงมนุษย์ก็สะดุ้งตกใจกลัว พากันเลี่ยงออก ที่ยังดื้อแอบหลบอยู่ตามแง้มฝาเรือนและประตู เมื่อถูกหยาดน้ำมนต์ของพระเถระเจ้า ก็เจ็บปวดแทบดับจิต ประดุจสุนัขถูกฟาดหลังด้วยแส้เหล็ก พากันเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความกลัวสยองเกล้า ตั้งหน้าวิ่งหนีออกจากเมืองโดยไม่เหลียวหลัง ครั้นไปประดังแน่นยัดเหยียดที่ประตูเมือง และเมื่อไม่สามารถจะทนรออยู่ได้ ก็พากันพังบานประตูหนีไปจนสิ้นเชิง

ครั้นพระเถระเจ้าจาริกเจริญรัตนสูตร ประพรมน้ำมนต์รอบพระนครแล้ว ก็พามหาชนซึ่งติดตามมาเป็นอันมากเข้าเฝ้าพระบรมศาสดายังที่ประทับลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาตั้งแต่เบื้องต้น จนประกาศจตุราริยสัจ ให้มหาชนชื่นชมโสมนัสปรีดาปราโมทย์เกิดศรัทธากล้าหาญ ประกาศตนเป็นพุทธมามกะเป็นอันมาก พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาอยู่ถึง ๗ วัน ครั้งทรงทราบว่าภัย ๓ ประการสงบแล้ว และประชาชนมีความผาสุกดีแล้ว ก็ทรงอำลาพระเจ้าลิจฉวี เสด็จพระพุทธดำเนินกลับพระนครราชคฤห์ ด้วยพระเกียรติยศซึ่งพระเจ้าลิจฉวีและมหาชนพร้อมกันจัดบูชาอย่างมโหฬาร แม้พระเจ้าพิมพิสารและข้าราชบริพาร ตลอดชาวพระนครราชคฤห์ก็มีความยินดี พากันไปต้อนรับพระบรมศาสดาริมฝั่งแม่น้ำคงคา ให้เสด็จกลับมาประทับ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร สมดังมโนปณิธานที่ทรงตั้งไว้นั้นแล.

จบตำนานพระพุทธรูปปางห้ามพยาธิแต่เพียงนี้

ข้อมูลจากหนังสือ “ตำนานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ” นิพนธ์ของ พระพิมลธรรม ราชบัณฑิต (ชอบ อนุจารีมหาเถร)

ทำบุญวันมาฆบูชา

มาฆบูชา

มาฆบูชา

วันมาฆบูชาได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางศานาพุทธ เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ

•    พระสงฆ์สาวก 1,250 รูปได้มาประชุมพร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย
•    พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง
•    พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 และ
•    วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3

ดังนั้น จึงเรียกวันนี้อีกอย่างหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4
เดิมนั้นไม่มีพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท มาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน 3 ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น การประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือ มีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ และมีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น ในช่วงแรก พิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป ต่อมา ความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร

ปัจจุบัน วันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และประชาชนประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวที่ถือได้ว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่

•    การไม่ทำความชั่วทั้งปวง
•    การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และ
•    การทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล


กำหนดการ

เวลา ๐๙.๓๐ น.            พุทธศาสนิกชนพร้อมกันหน้าพระอุโบสถ

เวลา ๑๐.๐๐ น.            ประธานกล่าวนำบูชาพระรัตนตรัย

เวลา ๑๐.๐๕ น             เดินประทักษิณรอบพระอุโบสถ ๓ รอบ เข้าสู่พระอุโบสถ

เวลา ๑๐.๓๐ น.            ไหว้พระสวดมนต์ สมาทานเบญจศีล

                                    -ฟังพระธรรมเทศนา (ภาษาไทย-ภาษาอังกฤษ) และตักบาตรอาหารแห้ง

เวลา ๑๑.๐๐ น.            ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนา

เวลา ๑๒.๐๐ น.            พุทธศาสนิกชนรับประทานอาหาร

เวลา ๑๓.๓๐ น.            พระสงฆ์สวดโอวาทปาฏิโมกข์

เวลา ๑๓.๔๕ น.            สมาชิกสมาคม L.B.A อ่านพระสูตร

เวลา ๑๔.๐๐ น.            แสดงปาฐกถาธรรม (ภาษาอังกฤษ)

เวลา ๑๕.๐๐ น.            ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน สวดมนต์ แผ่เมตตา

เวลา ๑๕.๓๐ น.            ดื่มน้ำชา กาแฟ และปิดงาน

 จึงขอเรียนเชิญท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไปร่วมงานบำเพ็ญกุศลในวันมาฆบูชาตามวันเวลาและสถานที่ดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน

วัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

กลุ่มยุวพุทธิกะแห่งสหราชอาณาจักร และกลุ่มชาวพุทธอังกฤษ (LBA)

โทร: 020 8946 1357| 07717 475 789 แฟกซ์: 020 8944 5788

www.padipa.org | Facebook: Wat Buddhapadipa London

ดาวน์โหลดกำหนดการ

กำหนดการมาฆบูชา58

หิมะมาทักทายชาวลอนดอน

SNOW1

วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ เป็นพระใหญ่ หิมะลงแทบจะคลุมพื้นที่ลอนดอนและอีกหลายเมืองเลยก็ว่าได้ ยังไม่มากแต่ก็มีให้ชมและเก็บภาพได้ หลังจากรอคอยกันมายาวนาน ก็ขอให้เป็นหิมะธรรมดา อย่าลงหนักเหมือนในอเมริกาเลย จะทำให้การเดินทางและการทำกิจในชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น

สีขาวของหิมะที่โปรยปรายลงมา มีการสะท้อนแสงค่อนข้างแรง อาจมีผลต่อสายตาเวลามองนานๆ สำหรับผู้ที่ปัญหาสุขภาพทางสายตาก็ควรสมแว่นตากันแดด เพื่อป้องกันอาการเจ็บตาได้ และสำหรับบางท่านที่ใช้กล้องถ่ายรูปเล็ก ๆ (ไม่ใช่กล้องในโทรศัทพ์มือถือ) เมื่อเจออากาศเย็นจัด อาจทำให้กล้องหยุดการทำงาน ก็อย่าตกใจ เพราะความเย็นทำระบบของกล้องไม่ทำงานเท่านั้น

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการเหยียบย่ำหิมะ และเก็บภาพสวยๆ ไว้อีกครา

แผนกดูแลเวบ

เจ้าอาวาสกลับเมืองไทย

หลวงปู่ พระราชภาวนาวิมล วิ. เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

หลวงปู่ พระราชภาวนาวิมล วิ. เจ้าอาวาสวัดพุทธปทีป กรุงลอนดอน

พระราชภาวนาวมิล วิ. ประธานองค์กรพระธรรมไทยในสหราชอาณาจักร เดินทางกลับไปปฏิบัติศาสนกิจในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2558 – 15 มีนาคม 2558 โดยได้มอบให้ พระครูภาวนาวิธาน วิ. (สุทัศน์ อมรสุทฺธิ)  ทำหน้าที่รักษาการแทน จนกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อจะเดินทางกลับมาปฏิบัติศาสนกิจดังเดิม จึงแจ้งข่าวมาเพื่อให้ญาติโยมชาววัดพุทธปทีปและบุคคลทั่วไปได้ทราบโดยทั่วกัน