สุขปนทุกข์ ปลุกความเป็นเราเช้าจรดค่ำ

ความสุข (Happiness) ความทุกข์ (Unhappiness) คือ สภาวะที่ปรากฏขึ้นบนความเป็น “ตัวเรา” อย่างทัดเทียม มิอาจหลบหลีกได้

เมื่อความสุขปรากฏขึ้น ความทุกข์ก็ดับไปชั่วขณะ และปรากฏชัดที่ใจเป็นเบื้องต้น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปมาเป็นวัฏจักร สภาวะที่ปรากฏนี้ จะช่วยทำให้การปฏิบัติภาระหน้าที่ ผ่านการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ระมัดระวังดี โดยไม่เอนเอียงหวั่นไหว ไม่ไล่ตามความสุข หรือผลักไสความทุกข์ จนรู้สึกเหนื่อยเปล่า

ความสุขที่สมบูรณ์นั้น วัดได้จากสุขภาพที่แข็งแรง และจิตใจที่ร่าเริงเบิกบาน หากปราศจากสองข้อแม้ย่อมแปลได้ว่า “ชีวิตเรา” มีความทุกข์เข้ามาปะปนมากกว่าความสุข ฉะนั้น “สุขปนทุกข์” จึงปลุกทุกเพศ ทุกวัย ให้สำเหนียกรู้ว่า “อย่าประมาท” นั่นเอง

มองเขา แก้ (ไข) ที่เรา


การมองสิ่งต่างๆ รอบตัว จะเห็นทั้งความเหมือนกันและความต่างกันหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง หรือแม้กระทั่งมนุษย์ด้วยกัน

“มองเขาแก้ไขที่เรา” มุ่งไปที่ตัวบุคคลเป็นสำคัญ เพราะแต่ละคนมี่ต้นทุนชีวิตไม่เหมือนกัน การเพ่งมองออกไป จึงควรอยู่ในหลักการที่ว่า “มองเป็น เห็นประโยชน์ มองไม่เป็น เห็นโทษ”

คนอื่นที่เรากำลังมอง อาจมีการศึกษาดีกว่าเรา มีอาชีพการงานมั่นคงกว่า มีครอบครัวที่อบอุ่นกว่า มีสถานภาพทางสังคมที่แข็งแรงกว่า มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดูโดดเด่นกว่า มีความเป็นผู้นำได้ดีกว่า มีทัศนคติต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ดีกว่า เป็นต้น ความได้เปรียบดังกล่าว บ่งชี้ความเป็นต่อโดยปริยาย หากทำการเปรียบเทียบ

การรู้จักมองเขา แล้วเราเก็บสาระสำคัญมาเป็นแรงขับเคลื่อนตัวเอง ปรับปรุงตนเอง แก้ไขข้อบกพร่อง อีกทั้งตั้งปณิธานว่า “เราก็พัฒนาได้” จึงเป็นการมองที่ไม่ด้อยค่า ไม่สูญเปล่า และไร้ซึ่งความรู้สึกกดทับ เพราะต้นทุนที่เรามีอยู่ ทัดเทียมกับเขาไม่ได้เลย

เมื่อครั้งพุทธกาล อุปติสสะมาณพ ผู้ยังหนุ่มแน่น เกิดความเบื่อหน่ายต่อการใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ ทุกวัน ได้ชวน โกลิตะ เพื่อนสนิท ออกเที่ยวหาสัจธรรมชีวิต เบื้องต้นทำข้อตกลงกันว่า หากใครพบเห็นก่อนแล้ว จะต้องบอกกันและกัน มิให้ปกปิดหรือทิ้งข้อตกลงนี้เสีย

มาณพหนุ่มทั้งสองได้แยกทางกันเสาะหาวิธีการใช้ชีวิตแบบใหม่อยู่พักใหญ่ อุปติสสะมาณพ ได้พบกับพระสมณะรูปหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินรับบิณฑบาตในหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคู่นั้น สะกดใจเขายิ่งนัก เป็นภาพของนักบวชที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน สมบูรณ์ด้วยสมณะสังวรณ์ทุกย่างก้าว

อุปติสสะมาณพนั่งรอจนกว่า พระสมณะท่านรับบิณฑบาตและฉันจังหันจนเสร็จ แล้วเข้าไปกราบสอบถามความเป็นมา ใคร คือ ครูและครูของท่านได้สอนอะไรบ้าง?

คำตอบง่ายๆ ที่ได้ฟัง กลายเป็นแรงผลักดันให้อุปติสสะมาณพ อยากเดินทางไปยังสำนักครูของท่านพระสมณะในวันนั้น แต่ด้วยสัจจะที่ให้ไว้กับเพื่อน จึงต้องหวนกลับไปยังเส้นทางที่แยกจากกัน และได้พบกับโกลิตะ เล่าเรื่องที่ตนเองพบกับพระสมณะ ได้ฟังสิ่งที่ท่านบอก จึงทราบว่าครูของท่านนั้นอยู่ที่ไหน

อุปติสสะและโกลิตะ ออกเดินทางมุ่งหน้าไปจนถึงสำนักของ “ครู” ที่พระสมณะท่านได้แนะนำ และบุคคลที่สองหนุ่มได้พบเห็นครั้งนี้ คือ พระสมณโคดม บรมครูเอกของโลกนั่นเอง ทั้งสองได้ฟังคำสอนอย่างละเอียดละออ ขอรับการอุปสมบท แล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด จนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ และรับการยกย่องให้เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา พระอัครสาวกเบื้องซ้าย ในที่สุดได้รับการขนานนามใหม่ว่า “พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ” ข้างพระวรกายของพระพุทธองค์

นี่คือตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า พระอัครสาวกทั้งสองนั้น ใช้ “การมอง” หรือ “การได้เห็น” ยกระดับความตั้งใจขึ้นสู่การแสวงหา การเรียนรู้ การพัฒนา จนสามารถเข้าถึงเป้าหมายสำคัญดังปณิธานที่ตั้งไว้ได้จริง

คนเราก็เช่นกัน หากรู้จักมองและสังเกตสิ่งที่รายล้อม โดยไม่ละเลยความสำคัญ อาจเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นห้องเรียนที่สามารถพลิกชีวิตครั้งใหญ่ได้ แม้ไม่ยิ่งใหญ่เทียมเท่า แต่เราก็ไม่ปิดกั้น ไม่ข้ามผ่านความน่าจะเป็น เพียงเพราะรู้สึกว่า ไม่อยากลอง ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากเพลี่ยงพล้ำ และไม่อยากบอบช้ำอย่างที่เคยเป็น แล้วการเห็นทุกสิ่งอย่างจะเกิดคุณประโยชน์และมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

มองเขาแก้ไขที่เรา จึงเหมือนคันธนูที่ตัวเราต้องลองจับและฝึกยิงให้ถูกเป้าที่อยู่ห่าง บางลูกก็โดน บางลูกก็ยิงพลาด แต่ไม่ทุกครั้ง และแต่ละครั้งที่โก่งคันธนูยิง เราเห็นข้อบกพร่องครั้งก่อนบ้างไหม แล้วได้นำมาปรับปรุงการยิงครั้งใหม่ให้ดีขึ้นด้วยหรือไม่ เพราะแต่ละลูกที่ยิงออกไป ต้องไม่สูญเปล่าและไม่ควรออกห่างจากเป้าหมายที่เรามุ่งหวัง

เพราะการให้ ใจจึงยิ้มได้อย่างสง่างาม


เมื่อ “ให้” แล้วใจยิ้ม ย่อมดีกว่า “อิ่ม” แล้วใจบูด

การให้ คือ วิธีการข่มโลภะจิต (จิตที่ยึด หวง และเหนี่ยวรั้งเพื่อตัวเอง) ที่พระพุทธองค์ทรงปรารภเรื่องดังกล่าวเมื่อครั้งพุทธกาล ทรงเรียกจิตประเภทนี้ว่า มัจเฉรจิต – จิตตระหนี่

“จิต” จะคิดดีงามหรือเลวปานใด เมื่อไม่ปรากฎเป็นการกระทำ ใครก็มิอาจล่วงรู้ เว้นแต่เจ้าตัว จะรู้เองว่าขณะนั้น มีสภาวะจิตเป็นคิดบวกหรือคิดลบ ยิ้มกริ่ม เศร้าซึม หรือวิตกกังวลเรื่องใด เรื่องนั้นๆ จะปรากฏชัดในใจของผู้ที่คิดก่อนคนอื่นเสมอ

เมื่อจิต คิดจะให้และแบ่งปันแก่ผู้อื่น เช่นการให้ข้าวของ การให้อภัย การให้ความรัก ความปรารถนาดี การให้ความเอื้อเฟื้อ ให้ความเกื้อกูลกัน บานประตูแห่งความเบิกบานและความปลื้มปีติ จะถูกเปิดออกจนกลายเป็นใจยิ้ม เป็นความสง่างามในเรือนใจ ตามนัยคำสอนของพระพุทธองค์

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของผู้รับ เป็นการให้อย่างมีเหตุผล เหมาะควรต่อสถานการณ์และสถานภาพ มิใช่เพราะซ่อนเงาผลประโยชน์ มากกว่าการผดุงคุณธรรมของผู้ให้ คือ ความมีใจอารีย์ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

หนังสือปรัชญาลอยนวล

หนังสือปรัชญาลอยนวล (Freedom of Thought) เป็นหนังสือเล่มเล็กที่รวบรวมแนวคิด เพื่อสื่อความรู้ มุมมอง และทัศนะต่อการดำเนินชีวิต ผ่านตัวหนังสือสู่หน้ากระดาษ เหมาะสำหรับทุกท่าน อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ทว่าเป็นมิตรต่อผู้อ่าน ด้วยภาพสวย ภาษาที่เรียบง่าย อ่านจบได้ในเวลาเพียงนาทีกว่าในแต่ละตอน ท่านผู้อ่านสามารถ (ทดลอง) ทำการดาวน์โหลดไปอ่านในเครื่องมือสื่อสารของตัวเองได้ที่ลิงคด้านล่างนี้

1. ePub Format Type (สำหรับ iPhone/iPad or Mac computer ที่มี iBook Application)

2.eBook PDF Format Type (สำหรับ Android Phone, Android Tablets หรือ PC-Computer ทั่วไป)

หวังว่า เนื้อหาในหนังสือนี้ คงเปิดทางตีบตันให้กว้างขึ้นกว่าเดิมได้บ้าง

 

อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ

 

Life is the most Brilliant

Life is the most brilliant

Life is the most brilliant

ชีวิต (Human Life) คือ สิ่งที่มีค่ามากที่สุด เพราะแต่ละชีวิตมีโอกาสได้มาเพียงครั้งเดียว หากไม่ถนอมรักษาไว้ด้วยดี  ชีวิตก็ย่อมมีอันจบสิ้นและหมดคุณค่าลงทันที การดำเนินชีวิต (Lives our life) ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่พึงระมัดระวัง และพึงใส่ใจทุกองคาพยพ (Moment to moment) ก่อนจะมีสิ่งแปลกปลอมปรากฏเข้ามา ซึ่งอาจทำให้สิ้นเปลืองเวลาและทรัพย์ในการขจัดสิ่งเหล่านั้น การรู้จักชีวิตย่อมเติบโตมาจากการเรียนรู้ชีวิต สิ่งที่เราเกี่ยวข้องทุกอย่างจะเป็นห้องเรียนที่เต็มไปด้วยสรรพวิชา แม้บางวิชาไม่ชวนให้อยากเรียนรู้ แต่ทว่าก็ไม่อาจเลี่ยง จำเป็นต้องรู้ และไม่รู้ไม่ได้ สิ่งที่รู้แล้ว จะคอยสอนให้เลือกรับและปรับปรุงชีวิตให้ดีและสมบูรณ์ขึ้น การผูกมัดตัวเองกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งยังขาดความสมดุลและความพอดี (ทั้งการคิดและการทำที่เป็นไปได้) อาจฉุดให้อ่อนล้าเหนื่อยเปลี้ยเสียศูนย์ทางความรู้สึก จนลืมไปว่า “สาระสำคัญของชีวิตนั้นยังมีอะไรที่มากกว่า” เพราะการแสวงหาตามบทวิถีที่หนึ่งชีวิตพึงมีพึงได้ เป็นกลไกขับเคลื่อน “อัตภาพ” ให้ดำรงอยู่ แต่ยังไม่ใช่กลไกให้การดำรงอยู่นั้นสมบูรณ์ที่สุดและเสี่ยงน้อยลง เป็นเพียงการเพิ่มความสะดวก สบาย และไม่สร้าง “ปัญหา” ให้ยุ่งยากต่อการแสวงหาคำตอบ คำว่า “อะไรที่มากกว่า” คือ สิ่งใดหรือ ? คือ สิ่งที่ช่วยให้การผูกมัดในสิ่งต่าง ๆ ถูกปลดออก เป็นความมีที่ไม่ผูกขาดชีวิต ทว่าเสริมการใช้ชีวิตให้มีสภาพที่เรา “พอใจแม้จะยังมีไม่พอก็ตาม” “รู้สึกผ่อนคลายแม้จะยังได้ไม่หมดก็ตาม” หรือ “สงบได้แม้ไม่เท่าเทียมกับใครก็ตาม” ชีวิตที่ปูทางไว้เช่นนี้ อาจไม่เหมาะนักกับผู้ที่ยังขับเคลื่อนชีวิตด้วยคำว่า “ต้องมี” แต่ถ้าเข้าใจว่า “ควรมีอย่างไรใจจึงไม่อ่อนเปลี้ยเสียแรงจนกลายเป็นเหมือคนไข้และต้องใช้สิ่งที่มีขจัดอาการป่วยไข้” ต่างหากน่าสนใจกว่า ดังนั้น เราควรถนอมชีวิตเพื่อสร้างสรรค์โลก สร้างสรรค์สิ่งดีงาม และเพื่อความสงบแห่งใจ ให้เติบโตเป็นโลโก้ให้คนอื่นได้ชื่นชม เสมือนดอกไม้ที่มอบความสงบ ความสวยงาม ให้มนุษย์อย่างเรา ๆ ยลจนเพลินอุรา (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

รู้เท่าทันจิต พิชิตทุกข์ในแต่ละวัน

รู้เท่าทันจิต พิชิตทุกข์ในแต่ละวัน

รู้เท่าทันจิต พิชิตทุกข์ในแต่ละวัน

เมื่อใดที่ความทุกข์ (วิตกกังวล เครียดกับภาระหน้าที่ ไม่สมปรารถนาดังที่ตั้งใจ ผิดหวังกับคนรอบกาย กับอนาคตที่ไม่แน่นอน หรืออะไรอีกมากมายที่เป็นเหมือนหนามคอยทิ่มแทง) มากระทบที่ใจ หลายคนก็มักจะตกอยู่ในสภาวะดังกล่าวแบบจำยอม หรือถ้าไม่ก็คงอยู่ในระยะเวลาของการหาทางออก จะออกซ้ายหรือขวา ก็ยังมืดมัวเต็มประดา ซึ่งแท้จริงแล้ว การที่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากต่าง ๆ ก็ล้วนแต่มีเหตุมีปัจจัยประกอบเป็นหลัก การรับรู้เหตุและปัจจัยที่ประดังเข้ามาต่างหากน่าสนใจ และใครกันละที่ไปเชื้อเชิญเรื่องราวเหล่านั้นให้เหยียบย่างมาถึงขั้นบันไดชีวิต…คำตอบหนึ่งก็คือ -จิต- ที่แส่หานั่นเอง …ดังนั้นหากรู้เท่าทันจิต (ที่คิดและตีสนิท) กับเรื่องเหล่านั้นได้ ย่อมง่ายต่อการแยกแยะและพิจารณาหาสาระในความทุกข์ (ที่มากระทบนั้น ๆ) ได้ง่ายขึ้น เพราะเสมือนเราได้ใช้ปัญญาที่ยังหลับอยู่ให้ตื่นมาช่วยทำหน้าที่ของตนนั่นเอง (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

ทำความดีเท่าที่ตนมีโอกาส

GOOD_TIME58_4

ทำความดีทุกที่เท่าที่ตนมีโอกาส

การทำอะไรดีๆ ไม่มีเหตุผลให้ลังเล ยิ่งถ้าเป็นการสมาทานศีลและการปฏิบัติธรรม (ทำใจได้ใกล้ชิดธรรมะ) ด้วยแล้ว ยิ่งต้องเร่งรุกปลุกตนให้ตื่นจากการโอบกอดของหมู่มลทินที่นั่งนิ่งในเรือนใจ ฉะนั้น วันพระ จึงเป็นเสมือนเครื่องมือ Notification Tools ช่วยย้ำเตือนให้เราได้ทบทวนศีล ได้ทบทวนสมาธิ (ตั้งใจมั่นไว้ในกุศล) และการเจริญภาวนา (การพัฒนายกระดับใจให้ปลอดภัยจากการรบกวนของสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง) หลายคนบ่นเพียงลำพังว่า ความสุขมันช่างเกิดขึ้นกับเรายากเหลือเกิน ความทุกข์ทำไมช่างทับถมเราเหลือเกิน ในสุขหรือทุกข์หากพินิจด้วยใจที่ปล่อยวาง อาจมีหนทางให้เราก้าวไปพบกับความโปร่งเบา เพราะปล่อยวาง (ไว้ก่อน) จะช่วยทำให้เกิดความเบากาย เบาใจ และเบาต่อการพาใจไปถึงฝั่งแห่งสัจธรรมด้วย จึงขอฝากแนวคิดเพื่อพินิจข้อธรรมในวันพระนี้แด่ทุกท่าน (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)

สาระโลกและสาระธรรม

สาระทางโลกและสาระทางธรรมนั้น มีขอบเขตเฉพาะตัว พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า กิจฺโฉ มนุสฺส ปฎิลาโภ แปลความว่า การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์นั้นยาก (การเกิดเป็นมนุษย์ในแต่ละครั้งนั้นยาก) เมื่อเกิดมาแล้วย่อมมีสิ่งต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องหรือเราเองไปเกี่ยวข้องด้วย ทุกการเกี่ยวข้องจึงมองเป็น ๓ นัย คือ มุ่งสาระ ด้อยสาระ และไม่ทั้งสอง (รู้สึกเฉยๆ) คำว่า -สาระ- ในมิติของธรรม หมายถึง กุศลเหตุที่เอื้ออำนวยให้กุศลวิบากเป็นผลลัพธ์ หมายความว่า การประพฤติดีด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยการคิดดี ย่อมส่งผลให้ผู้ประพฤติตามนั้น ละจากการทำ การพูด การคิด ที่ต่ำ และเป็นเหตุให้สามารถยกระดับชีวิตขึ้นสู่ความเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะที่ดีงาม น่าคบหา น่าพาที และวางใจเมื่อได้รู้จัก (Spiritual helpfulness) ส่วน -สาระ-ในมิติทางโลก มุ่งหมายเอาการรู้จักเลือกให้เกิดคุณประโยชน์แท้ ๆ ไม่เทียม ไม่ลวง (Benefit Helpfulnes) สาระทั้งสองประการ จะเติบโตขึ้นได้หรือเพิ่มพูนเข้ามาในชีวิตของบุคคลได้ ก็ด้วยการรู้จักคัดสรรอย่างมีสติ มีวิจารณญาน (Discretion) มีอุปนิสัยถี่ถ้วนละเอียดละออ มีเหตุผลรองรับอย่างสมดุล เมื่อชีวิตบรรจบปลายทางวายปราณ สาระทางธรรมนั้น จะสถิตย์แน่นในจิตของบุคคลนั้นไปเหมือนลายเสือที่ติดตัวมาแต่เกิด ส่วนสาระทางโลกย่อมละจากบุคคลเหมือนเส้นผมที่หลุดแล้วย่อมไม่อาจนำกลับไปปักไว้ดังเดิมได้ ฉะนั้น จะเลือก -แก่น- อะไร? ถามตัวเองให้บ่อย และตอบให้บ่อย ๆ แล้วค่อยตัดสินใจ (อมรสุทฺธิ ภิกฺขุ)